Saturday, 24 September 2022

[OPINION] 4 สโมสรที่พร้อมก้าวขึ้นมาท้าทาย ‘บิ๊กซิกซ์’ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลหน้า

26 May 2020
203
Wolverhampton Wanderers v Leicester City – Premier League | Chloe Knott – Danehouse/Getty Images

ในช่วง 2- 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา พรีเมียร์ลีก ได้กลายเป็นลีกที่มีการแข่งขันที่ดุเดือดมากที่สุดในยุโรปหรืออาจจะกล่าวได้ว่า ‘โหดที่สุดในโลก’ เลยก็ว่าได้ เมื่อดูจากบรรดาตัวเต็งในการลุ้นแชมป์หรือลุ้นพื้นที่ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งไม่ได้มีแค่ ‘บิ๊กโฟร์’ อย่างที่เคยเข้าใจอีกต่อไป

ด้วยศักยภาพทางด้านการเงินทำให้ทีมชั้นนำจัดเต็มทั้งการเสริมทัพและการดึงกุนซือระดับโลกเข้ามาสร้างทีมให้แข็งแกร่งเพื่อพื้นที่ทองคำเพียงแค่ 4 อันดับ นั่นจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘บิ๊กซิกซ์’ ขึ้นในช่วงหลัง

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ 6 ทีมใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เชลซี, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ ต่างพากันขับเคี่ยวแย่งชิงพื้นที่ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก กันชนิดหายใจรดต้นคอ

อย่างไรก็ตามทุกอย่างกำลังจะเป็นไป เมื่อเราเหลือบดูบนตารางคะแนน ณ ปัจจุบัน ซึ่งจะพบว่าในอันดับ 1-6 นั้นไม่ได้ถูกจับจองโดยเจ้าของเดิมทั้งหมดอีกต่อไป

ทีมอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ และ วูล์ฟแฮมตัน ก้าวขึ้นมาเสียบแทนพื้นที่ของ ไก่เดือยทอง และ เดอะกันเนอร์ส แถมเมื่อดูตารางคะแนนตั้งแต่อันดับ 4-12 จะพบว่ามีช่วงห่างกันเพียงไม่กี่คะแนนเท่านั้น

นั่นหมายความว่าบัลลังของ ‘บิ๊กซิกซ์’ กำลังถูกท้าทายจากทีมขนาดกลางซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ และในช่วงซัมเมอร์นี้หากพวกขาใหญ่ทั้งหลายยังคงไม่ขยับเขยื้อนตัวเอง พวกเขาอาจถูกสอยร่วงลงมากลายเป็นทีมกลางตารางก็เป็นได้

นี่คือ 4 ทีมที่กำลังจะก้าวขึ้นมาท้าทาย ‘บิ๊กซิกซ์’ พรีเมียร์ลีก ในซีซันหน้า

Wolverhampton Wanderers v Norwich City – Premier League | Matthew Ashton – AMA/Getty Images

วูล์ฟแฮมป์ตัน

ทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต กลายเป็นของแสลงสำหรับบรรดาบิ๊กซิกซ์ไปเสียแล้วในช่วง 2 ฤดูกาลที่พวกเขากลับมาโลดแล่นบนเวที พรีเมียร์ลีก กุนซือชาวโปรตุกีสใช้คอนเน็คชั่นส่วนตัวกับลีกแดนฝอยทองและทีมอื่น ๆ ในยุโรปพร้อมกับเงินทุนของเจ้าของสโมสรดึงเอานักเตะอย่าง รูเบน เนเวส, ดิโอโก้ โจต้า, ราอูล ฆิมิเนซ, ชูเอา มูตินโญ และ รุย ปาทริซิโอ เข้ามาร่วมทีมซึ่งจะว่าไปทั้งหมดนี้สามารถเล่นให้กับทีมใหญ่ ๆ ได้สบาย ๆ

ด้วยมันสมองของกุนซือและทุนรอนที่พร้อมในมือ ส่งผลให้ผลงานหลังการกลับมาเล่นบนลีกสูงสุดเมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้นดีเกินคาดจนหลายคนหันมาจับตามอง เพราะพวกเขาไม่ใช่แค่ทีมหนีตายทั่ว ๆ ไป แต่กลายเป็นทีมที่มีลุ้นไปเล่นฟุตบอลยุโรป ซึี่งท้ายที่สุดแล้วทุกอย่างก็จบอย่างแฮปปี้เอนดิ้ง เมื่อสามารถคว้าอันดับ 7 ของตารางพร้อมกับได้โควต้าไปเล่น ยูโรป้าลีก แบบหล่อ ๆ อีกด้วย

เมื่อมาถึงซีซันนี้ที่ถือเป็นการ ‘เผาจริง’ ของทีมดาวรุ่งพุ่งแรง เพราะหลายต่อหลายครั้งในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก เรามักได้เห็นพวกที่ทำผลงานได้ดีหลังเลือนชั้นในปีแรกต้องมาตกม้าตายหรือถึงขนาดตกชั้นกลับไปเล่นใน เดอะแชมเปี้ยนชิพ ในซีซันที่ 2 มานักต่อนัก

แต่ นูโน ได้ทำให้เห็นแล้วว่าไม่ใช่กับ วูล์ฟ ของเขา

ผู้จัดการทีมวัย 46 ปียังคงรักษามาตรฐานผลงานของเขาได้อย่างคงเส้นคงวา ผ่านไป 29 นัดก่อนจะหยุดพักการแข่งขัน เขาพาทีมขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 6 ของตารางแบบชนิดที่มีแต้มห่างจากอันดับ 4 พื้นที่ ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก เพียงแค่ 5 คะแนนเท่านั้น

เชื่อกันว่าหลังจบซีซันพวกเขาคงจะไม่หลุดจากอันดับ 7 อีกครั้งอย่างแน่นอน และการที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ก็จะเป็นการช่วยดึงดูดนักเตะดี ๆ เข้ามาสู่ทีม รวมทั้งชื่อเสียงและฝีไม้ลายมือของกุนซือชาวโปรตุกีสก็น่าจะช่วยส่งให้ทีมยกระดับตัวเองขึ้นมาได้

ซีซันหน้าพวกเขาคงมีการลงทุนเพิ่มขึ้น และหากสามารถเก็บนักเตะตัวหลักอย่าง ฆิมิเนซ, ตราโอเร และ เนเวส เอาไว้กับทีมได้ เชื่อว่าการเขย่าบัลลงก์ท็อปโฟร์คงไม่ไกลเกินเอื้อมอย่างแน่นอน

Leicester City v Aston Villa – Premier League | James Williamson – AMA/Getty Images

เลสเตอร์ ซิตี้

เดอะฟ็อกซ์ จัดเป็นทีมระดับกลางที่มีทรัพยากรที่ค่อนข้างครบครัน ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารชาวไทย ส่งให้พวกเขาก้าวขึ้นมายืนระยะใน พรีเมียร์ลีก ได้แบบสบาย ๆ และถึงขนาดที่เคยคว้าแชมป์สมัยแรกของสโมสรมาแล้วเมื่อปี 2016

แม้จะสะดุดไปบ้างในช่วง 2-3 ฤดูกาลที่ผ่านมา แต่เมื่อได้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส กุนซือระดับมันสมองผู้เคยผ่านงานกับยักษ์ใหญ่อย่าง ลิเวอร์พูล และ กลาสโกว์ เซลติก มาแล้ว ทำให้พวกเขากลับมาเชิดหน้าบนตารางได้อีกครั้ง

การรั้งอันดับ 3 ด้วยการมี 53 คะแนนจากการลงเล่น 29 นัด ตามหลัง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่แข่งน้อยกว่า 1 นัดอยู่่เพียง 4 คะแนนนั้นถือเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า หากคุณ อัยยวัฒน์ ประธานสโมสรจัดหนักทุ่มเงินซัก 50-60 ล้านปอนด์ ก็ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะคว้าโควต้า แชมเปี้ยนส์ลีก ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกันก็เป็นได้

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ เลสเตอร์ ผงาดแซงทีมยักษ์ใหญ่อย่าง เชลซี, อาร์เซนอล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ อยู่ในตอนนี้ ต้องยกให้กุนซือสมองเพชรอย่าง บีร็อด ที่เข้ามาเปลี่ยนสไตล์การเล่นและดึงนักเตะที่มีศักยภาพพร้อมใช้งานเข้ามาเสริมทัพได้อย่างน่าสนใจ

ไม่ว่าจะเป็น ยูริ เตเลม็องส์, อโยเซ เปเรซ และ เดนนิส ปราเอต์ บวกกับตัวเดิม ๆ ที่มีอยู่แล้วอย่าง เจมส์ แมดิสัน, ชากลา โชยุนซู, เบ็น ชิลเวลล์, จอนนี อีแวนส์, วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ และ เจมส์ วาร์ดี้ ทำให้ทั้งหมดกลายเป็นส่วนผสมที่ลงตัวจนสามารถสร้างทีมที่แข็งแกร่งขึ้นมาต่อกรกับบิ๊กซิกซ์ได้อย่างน่าดูชม

ก้าวย่างที่น่าจับตามองของ จิ้งจอกสยาม หากว่าพวกเขาได้ลงเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้านั้นคือ การรักษามาตรฐานที่เคยทำไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหากต้องการให้เป็นแบบนั้น พวกเขาจะต้องซื้อนักเตะใหม่เข้ามาเสริมทัพและนั่นจะทำให้ เลสเตอร์ กลายเป็นทีมที่น่ากลัวมากยิ่งขึ้น

Everton FC v Manchester United – Premier League | Jan Kruger/Getty Images

เอฟเวอร์ตัน

หลังการปลด มาร์โก ซิลวา ออกจากตำแหน่งเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา เอฟเวอร์ตัน กลับมาส่องประกายเจิดจ้าอีกครั้งภายใต้การคุมทัพของอภิมหากุนซือของยุโรปอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ ด้วยการพาทีมขยับขึ้นมาจากโซนท้ายตารางขึ้นมารั้งอันดับ 12 มี 37 คะแนนห่างจากโควต้ายุโรป 8 แต้ม ซึ่งก็ถือว่าดูดีกว่าก่อนหน้านี้มาก

อันที่จริงแล้วรายชื่อของ เดอะท็อฟฟี่ นั้นไม่ได้ขี้เหร่แต่ประการใด หากไล่ไปตั้งแต่ผู้รักษาประตูจนถึงกองหน้า พวกเขาไม่ควรจะประสบชะตากรรมเช่นนี้ หากมิใช่ฝีมือของกุนซือโนเนมจากโปรตุเกส

ว่ากันว่าที่ ซิลวา ได้งานนี้มาจากความชื่นชอบส่วนตัวของเจ้าของทีมอย่าง ฟาร์ฮัด โมชิริ ซึ่งตัดสินใจตะเพิด ‘บิ๊กแซม’ แซม อัลลาไดซ์ ออกจากตำแหน่งหน้าตาเฉยทั้ง ๆ ที่ผลงานไม่ได้ขี้เหร่ ทำเอากุนซือจอมเก๋าถึงกับควันออกหูให้สัมภาษณ์สื่อด่าไล่หลังจนวันนี้

แต่แล้วผู้จัดการทีมหนุ่มกลับทำผลงานได้ย่ำแย่จนพาทีมไปจมอยู่ใกล้ ๆ โซนตกชั้น นั่นจึงทำให้ โมชิริ ตาสว่างไปดึง ‘พี่แจ้’ มากู้วิกฤติ และด้วยฝีมือ ประสบการณ์ และเครดิต ที่มีอยู่อย่างล้นเอ่อทำให้มองดูแล้วอนาคตของ เอฟเวอร์ตัน นั้นอาจจะไม่ใช่การทำอันดับแค่เลขตัวเดียวหรือมุ่งหน้าไป ยูโรป้าลีก เพียงอย่างเดียว

แม้ อันเช จะออกมาถ่อมตัวว่า ซีซันหน้าเขาหวังแค่พาทีมกลับไปซึมซับบรรยากาศในยุโรปเสียก่อนแล้วจึงค่อยคิดถึงถ้วยใหญ่อย่าง ยูฟา แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ดูทรงแล้วถ้าซัมเมอร์นี้พวกเขาสามารถดึงนักเตะดัง ๆ เข้ามาร่วมทีมได้ ก็คาดว่าครึ่งหนึ่งของบิ๊กซิกซ์อาจจะต้องน้ำตาตกก็เป็นได้

Arsenal FC v Newcastle United – Premier League | Visionhaus/Getty Images

นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด

กลายเป็นม้าตัวใหม่ที่มาแรงแซงโค้งและน่าจะเป็นทีมที่น่ากลัวมาก ๆ สำหรับพวกบิ๊กซิกซ์ทั้งหลาย หากว่าการเปลี่ยนถ่ายเจ้าของทีมใหม่นั้นบรรลุผลสำเร็จ

จากยุคมืดของ ไมค์ แอชลีย์ มาสู่ความอู้ฟู่จากมกุฏราชกุมารจากราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียซึ่งจัดเป็นกลุ่มทุนที่มีทรัพย์สินมากที่สุดใน พรีเมียร์ลีก มันจะไม่ทำให้แฟนบอลทูนอาร์มีตาเป็นประกายได้อย่างไร

แม้ในซีซันนี้จะเน้นไปที่การทำทีมเอาตัวรอดไปพลาง ๆ ก่อน แต่ด้วยฝีมือของ สตีฟ บรูซ นั้นคงไม่เหลือบ่ากว่าแรงกับการอยู่รอดใน พรีเมียร์ลีก แต่สิ่งที่น่ากลัวคือความเคลื่อนไหวในซัมเมอร์นี้ต่างหาก ไม่ว่าการตกเป็นข่าวกับยอดกุนซืออย่าง ราฟาเอล เบนิเตซ, เมาริซิโอ โปเช็ตติโน, แม็กซ์ อัลเลกรี หรือแม้กระทั่ง สตีเวน เจอร์ราร์ด แค่นี้ก็ทำให้ลีกเมืองผู้ดีร้อนระอุขึ้นมาแล้ว

ไหนจะเรื่องการเสริมทัพที่เริ่มตกเป็นข่าวรายวันกับบรรดาซุปเปอร์สตาร์ ทั้ง แกเร็ธ เบล, ฮาเมส โรดริเกวซ, ฟิลิปเป้ คูตินโญ, คาลิดู คูลิบาลี และ เอดิสัน คาวานี บางคนอาจจะอุทานออกมาว่า นี่มัน กาลาติกอส ชัด ๆ

ยอดกุนซือบวกกับยอดนักเตะ 2 สิ่งนี้จะทำให้ไทน์ไซด์กลับมาคึกคักมีชีวิตชีวาอีกครั้งเหมือนในยุคของ เควิน คีแกน แน่นอนว่าทีมอย่าง อาร์เซนอล, ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์ หรือแม้แต่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะอยู่เฉยไม่ได้ เพราะ นิวคาสเซิล ไม่ใช่แค่ทีมที่จะมาแย่งชิงตำแหน่งของพวกเขาเท่านั้น แต่ยังพร้อมสู้กันในตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้อีกด้วย

และถ้าทุกอย่างลงล็อคอย่างที่คาดกัน เราอาจจะได้เห็นพวกเขาเขี่ยหนึ่งในบรรดาบิ๊กซิกซ์ร่วงลงไปกลางตารางก็เป็นได้